โปรไฟล์ของ Varanasi Sithmeekru บน OokbeeComics.com

Varanasi Sithmeekru

80 ผู้ติดตาม 13 กำลังติดตาม เข้าร่วม #OokbeeComicsBonus

สวัสดีครับ ผม "พาราณสี ศิษย์มีครู" ^^

แต่เดิมผมเขียนการ์ตูนแนวแก๊ก ชีวิตโรงเรียนและเรื่องเพื่อนๆ แต่ปัจจุบันผมมีงานเขียนหลักอีกชิ้นคือ โปรเจ็คท์ "Book of Savior" ซึ่งเป็นการ์ตูนซีรี่ย์เรื่องยาว ร่วมกับพี่ไมค์(Tanakarn Mi-ke) ผู้เขียนเรื่อง Ravana Arms

เข้าไปติดตามผลงานและความเคลื่อนไหวอื่นๆได้ทาง

เฟศบุ๊คแฟนเพจ: SarapatProjects

การ์ตูน (4) ดูทั้งหมด

100
8,921
จำนวนหน้า: 16
604
128,247
จำนวนหน้า: 141
277
54,421
จำนวนหน้า: 143
871
272,656
จำนวนหน้า: 285

บล็อก (3) ดูทั้งหมด

บันทึก

บันทึกแวน เฮลซิ่ง(3)-พาย

Varanasi Sithmeekru
19 มิ.ย. 2559, 18:55 น.

คำนำจากผู้เขียน

เนื้อหาในบล็อกนี้เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นจากจินตนาการเกี่ยวกับสมุดบันทึกการเดินทางเพื่อศึกษาเรื่องอมนุษย์ของตระกูลแวน เฮลซิ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ส์ "The Book of Savior" หากผู้อ่านท่านใดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการอ่านผลงานชิ้นอื่นในซีรี่ส์นี้สามารถนำชื่อนี้ไปเสิร์ชหาแฟนเพจทาง Facebook ได้ หรือถามมาทางผู้เขียนได้เช่นกัน 

สำหรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ในเรื่องนั้นอาจมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สามารถทักท้วงมาได้นะครับ ^^

.......................................................................................

พาย

ข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉานมีชื่อว่า นาย ชื่อนี้เกิดจากการเพี้ยนเสียงของคำว่า พาย ซึ่งเป็นชื่อของอมนุษย์ชนิดหนึ่งที่ปรากฏในเรื่องเล่าท้องถิ่นของเมืองนี้ เกี่ยวกับอมนุษย์ที่ควักดวงตาของผู้หญิงสิบสองคนเนื่องจากความอิจฉา ดูเหมือนว่าเรื่องเล่านี้จะถูกเล่าแพร่หลายไปจนถึงสยาม เป็นเรื่องเล่าที่เรียกกันว่าชาดก

จุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้เกิดจากการที่ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมประหลาดที่เกิดขึ้นในเมืองนาย มีผู้หญิงในเมืองจำนวนมากมายที่ถูกคนร้ายหรือสัตว์ร้ายบางชนิดทำร้ายและควักดวงตาออกไป ในตอนแรกนั้นข้าพเจ้าคิดว่านี่อาจจะเป็นฝีมือของเบลู แต่น่าประหลาดมากที่ผู้หญิงเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกฆ่าหรือถูกกินแต่อย่างใดเลย โชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ในช่วงเวลานั้น เจมส์ สก็อต ได้ล่ามแปลภาษาคนใหม่เป็นอดีตเจ้าฟ้าที่ถูกพระเจ้าสีป่อปลดออกจากตำแหน่ง เขามีชื่อว่า ขุนนุ และเขาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากสำหรับข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องเล่าของเมืองนายและอมนุษย์ที่เรียกว่า พาย อมนุษย์ชนิดนี้มักจะจำแลงร่างเป็นมนุษย์ที่มีหน้าตางดงามแต่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปและชอบควักดวงตาของหญิงสาวไปเก็บสะสมเอาไว้

สาเหตุที่ทำให้มีพายออกอาละวาดนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นภายในรัฐฉาน กองทัพจักรวรรดิอังกฤษได้ให้การสนับสนุนเจ้าขุนกี่ เจ้าฟ้าเมืองนาย ในการสู้รบเพื่อจับตัวขุนหลู่ เจ้าเมืองเกงตอง ขุนหลู่นั้นมีลูกสมุนที่ร่ำลือกันว่าเป็นผู้วิเศษกระสุนปืนไม่สามารถยิงเข้าได้ นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาล้วนเป็นอมนุษย์ ภายหลังจากที่ขุนหลู่ถูกจับตัว เหล่าลูกสมุนที่ขาดผู้นำต่างก็กระจัดกระจายออกไป บางส่วนก็หลบเข้าไปในป่าตั้งตัวเป็นโจรออกอาละวาดรวมไปถึงทำร้ายชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ ส่วนพวกพายนั้นเลือกที่จะเดินทางกลับมายังเมืองนายซึ่งเป็นเมืองถิ่นฐานบ้านเกิดและได้ก่อคดีสะเทือนขวัญเหล่านี้ขึ้น

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการแล้ว ขุนนุก็ได้หาของสิ่งหนึ่งมาให้ข้าพเจ้า เป็นลูกธนูที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่กว่าธนูทั่วไป ขุนนุแนะนำว่าลูกธนูนี้เป็นของที่ถูกขโมยมาจากเมืองของพวกพาย และมีเพียงอาวุธของพายเท่านั้นที่จะฆ่าเผ่าพันธุ์เดียวกันได้ ข้าพเจ้าไม่ค่อยมีความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติมากนัก แต่ก็รับความหวังดีของขุนนุเอาไว้ ข้าพเจ้าต้องจ้างช่างประดิษฐ์คันธนูที่มีขนาดใหญ่พอที่จะใช้คู่กับลูกธนูดอกนี้ได้

ข้าพเจ้าใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงเมืองนาย ข้าพเจ้าได้เดินทางยังไปดอยเหว่ะ เป็นสถานที่ซึ่งเชื่อกันว่าราชินีของพวกพายเคยถูกสังหารและเศษซากกระดูกของนางได้ตกอยู่ที่นี่ ทำให้มันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาของพวกพาย จากดอยเหว่ะข้าพเจ้าได้เริ่มตามรอยพายโดยการสังเกตจากหนองน้ำหรือแหล่งน้ำที่มีคราบเลือดอยู่ เนื่องจากพายมักจะล้างคราบเลือดของเหยื่อออกจากตัวเสมอ ข้าพเจ้าใช้เวลาประมาณครึ่งวันจึงเดินทางมาถึงที่อยู่ของพาย มันปรากฏตัวออกมาในรูปร่างของหญิงงามตามที่ขุนนุได้บอกไว้ แต่ด้วยสัญชาติญาณของนักล่าข้าพเจ้าจึงรู้ได้ในทันทีว่านางเป็นอมนุษย์ ผู้หญิงคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่มาก คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะสูงกว่าข้าพเจ้าราวสามช่วงศีรษะ สวมเครื่องประดับทำจากโลหะที่น่าจะเป็นทองเหลืองไว้ตามแขนและขา มีรอยสักตามตัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางด้านวิชาอาคมของผู้คนในแถบนี้ ข้าพเจ้าทดลองโจมตีพายด้วยอาวุธหลายชนิดได้แก่ กระบองเหล็ก ขวาน ดาบ หน้าไม้และปืนไฟ แต่ก็ไม่มีอาวุธชนิดใดทำอันตรายพายได้เลย โดยเฉพาะปืนไฟนั้นเมื่อข้าพเจ้าเล็งไปที่พายและลั่นไก มันก็เกิดอาการขัดลำกล้องขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ต่อกรกับอมนุษย์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องใช้วิธีสุดท้ายคือการยิงพายด้วยลูกธนูที่ขุนนุมอบให้ ลูกธนูนี้พุ่งทะลุร่างของพายไปอย่างง่ายดายทั้งที่แม้แต่ดาบหรือขวานก็ฟันผิวหนังของมันไม่เข้า หลังจากที่ตรวจสอบจนมั่นใจว่าได้ฆ่าพายตายแล้ว ข้าพเจ้าจึงเข้าไปสำรวจภายในที่อยู่ของพาย ข้าพเจ้าพบกับในส่วนของดวงตาที่ถูกนำมาเก็บสะสมไว้นั้นค่อนข้างจะคงอยู่ในสภาพดี น่าเสียดายที่การแพทย์ในยุคนี้ยังไม่เจริญก้าวหน้าพอที่จะเชื่อมดวงตาคืนให้กับหญิงสาวเหล่านั้น ข้าพเจ้าหวังว่าจะมีการศึกษาในเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต

สำหรับอาวุธที่ใช้ในการล่าพายนั้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับนักล่าที่อาจจะต้องการใช้ในอนาคต ข้าพเจ้าจึงได้นำอาวุธของพายเท่าที่จะพอหาได้ส่งไปให้กับมิตรสหายที่หมู่บ้านฮอลันดาในประเทศสยามหนึ่งส่วน ตระกูลฟลัมมันเชวียทในประเทศเยอรมันนีหนึ่งส่วน และส่วนที่เหลือส่งไปให้กับพี่ชายของข้าพเจ้า ผู้ที่ต้องการจะใช้อาวุธเหล่านี้สามารถไปตามหาเอาจากพวกเขาได้

บันทึกโดย

เจโรม แวน เฮลซิ่ง

.......................................................................................

เขียน: Varanasi Sithmeekru

ภาพประกอบ: Liz'd

ข้อมูลประกอบเกี่ยวกับอมนุษย์: 

เว็บไซต์ WikiPedia บทความเรื่อง Mythical creatures in Burmese folklore 


อ่านบล็อก "บันทึกแวน เฮลซิ่ง(3)-พาย" ต่อ
บันทึก

บันทึกแวน เฮลซิ่ง(2)-เบลู

Varanasi Sithmeekru
13 พ.ค. 2559, 21:51 น.

คำนำจากผู้เขียน

เนื้อหาในบล็อกนี้เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นจากจินตนาการเกี่ยวกับสมุดบันทึกการเดินทางเพื่อศึกษาเรื่องอมนุษย์ของตระกูลแวน เฮลซิ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ส์ "The Book of Savior" หากผู้อ่านท่านใดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการอ่านผลงานชิ้นอื่นในซีรี่ส์นี้สามารถนำชื่อนี้ไปเสิร์ชหาแฟนเพจทาง Facebook ได้ หรือถามมาทางผู้เขียนได้เช่นกัน 

สำหรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ในเรื่องนั้นอาจมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สามารถทักท้วงมาได้นะครับ ^^

.......................................................................................

เบลู

ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงนี้กำลังเกิดความวุ่นวายไปทั่วรัฐฉาน ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้ามินดง กษัตริย์แห่งพม่า หัวเมืองไทในรัฐฉานต่างก็ตั้งตนเป็นอิสระจากพม่า เจ้าฟ้าแต่ละเมืองต่างก็สนับสนุนเจ้านายพม่าแต่ละองค์ขึ้นเป็นใหญ่ จังหวะนี้เองที่เจ้าอ่อน ผู้ต้องการขึ้นเป็นเจ้าฟ้าเมืองหยองห้วยต้องการหาแรงสนับสนุนทางการเมือง จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ กองทัพทหารของจักรวรรดิอังกฤษที่อยู่ในพม่าได้อาศัยโอกาสนี้เคลื่อนทัพมาจากเมืองมัณฑะเลย์มายังรัฐฉานเป็นเวลาประมาณสองเดือนและตั้งค่ายพักอยู่ในเขตเมืองหยองห้วย โดยมีพันเอก เอ็ดเวิร์ด สเต็ดแมน ผู้นำกองพันกูรข่าที่ 3 เป็นผู้บังคับบัญชา และรัฐบาลอังกฤษได้เรียกตัว อาเธอร์ ฮิลเดเบรน รองข้าหลวงมารับตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการและดูแลรัฐฉานโดยมี เจมส์ สก็อต เป็นผู้ช่วย ซึ่งเป้าหมายในการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อเจรจาต่อรองให้เจ้าฟ้าทั้งหลายยอมภักดีต่อราชวงศ์อังกฤษ โดยเจ้าฟ้ามีสิทธิ์ครองเมืองตามเดิมแต่ต้องจ่ายภาษีและขึ้นตรงต่อผู้ตรวจการ

เมื่อมาถึงเมืองหยองห้วย ข้าพเจ้าได้เข้าพบกับ พันเอก สเต็ดแมน เพื่อพูดคุยถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในค่ายพักทหารของจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งความกังวลนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาร้องขอข้าพเจ้ามาช่วยเหลือ มีสัตว์ร้ายหรืออาจจะเป็นอมนุษย์บางชนิดเข้าจู่โจมทหารในค่ายพักตอนกลางคืน ฉีกทึ้งร่างของเหล่าทหารและดื่มกินเลือดเนื้อของพวกเขาอย่างน่าสยดสยอง ข้าพเจ้าให้สัญญากับพันเอก สเต็ดแมน ว่าจะควานหาตัวการที่ก่อเรื่องนี้มาให้ได้ มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว

ข้าพเจ้าใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่งในการสืบค้นเรื่องนี้ การจู่โจมของอมนุษย์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พวกเขาเป็นทหารรับจ้างที่ถูกเรียกตัวมายังเมืองแสนหวีซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในรัฐฉาน เพื่อทำสงครามแย่งชิงตำแหน่งเจ้าฟ้ากับขุนส่างต้นฮุง จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ขุนส่างต้นฮุงได้เป็นผู้นำล้มล้างอำนาจของเจ้าฟ้าเมืองแสนหวีเดิมซึ่งเป็นทรราช และด้วยความเห็นชอบจากรัฐบาลอังกฤษในเวลานั้น จึงมีการสถาปนาขุนส่างต้นฮุงขึ้นเป็นเจ้าฟ้าองค์ใหม่ ดังนั้นเพื่อที่จะตัดความช่วยเหลือจากกองทัพทหารของจักรวรรดิอังกฤษ พวกอมนุษย์จึงคอยเข้ามาจู่โจมสร้างความเสียหายในค่ายพักทหารอยู่เป็นระยะ รวมไปถึงข่มขวัญทหารให้หวาดกลัวในยามกลางคืน

เกี่ยวกับอมนุษย์ชนิดนี้เท่าที่ข้าพเจ้าพอจะค้นพบได้จากทางเอกสารและการพูดคุยกับชาวบ้านโดยมีเคนเนธเป็นล่ามแปลภาษา คือพวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชื่อว่า เบลู อันที่จริงแล้วเบลูนั้นเป็นคำที่ใช้เรียกอมนุษย์ชนิดนี้ที่เป็นเพศชาย หากเป็นเพศหญิงจะเรียกว่าเบลูมาแต่เพื่อความสะดวกข้าพเจ้าจึงขอเรียกรวมทั้งหมดว่าเบลู พวกเบลูนั้นมีกระจายอยู่ทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สำหรับพวกที่ข้าพเจ้าต้องเผชิญด้วยนั้นมาจากรัฐกะฉิ่นที่อยู่ทางตอนเหนือของรัฐฉาน เบลูมักถูกกล่าวถึงในเรื่องเล่าท้องถิ่นอยู่เสมอและมีกันอยู่สองประเภท

I.แพน กิ-กะ เบลู เป็นเบลูที่มีเขี้ยวตรง มักจะกินมนุษย์เป็นอาหาร โดยทั่วไปแล้วมีนิสัยดุร้ายเป็นอย่างมาก

II.แพนสเว เบลู เป็นเบลูที่มีเขี้ยวโค้ง มักจะกินดอกไม้และผลไม้เป็นอาหาร โดยทั่วไปแล้วมักจะไม่ค่อยดุร้ายนัก

ดูเหมือนว่าในครั้งนี้ข้าพเจ้าจะต้องเผชิญกับเบลูประเภทแรก ในคืนนั้นข้าพเจ้ากับนายทหารจำนวนหนึ่งได้ซุ่มรออยู่ในบริเวณค่ายพักทหาร จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนในที่สุดเบลูก็เข้าจู่โจม สายตาของนักล่านั้นมองเห็นได้ดีแม้ในความมืด ข้าพเจ้าจึงมองเห็นลักษณะของเบลูอย่างชัดเจน ผิวหนังของพวกเขาหยาบและเป็นสีเขียว ร่างกายใหญ่โตกว่ามนุษย์ทั่วไป มีหนามแหลมขนาดใหญ่บริเวณหัวไหล่และข้อศอก สวมเครื่องประดับบางอย่างคล้ายกับมงกุฎไว้บนศีรษะ มีเขี้ยวตรงเหมือนกับข้อมูลที่ข้าพเจ้ารับรู้ เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าพบว่าประเมินศักยภาพของอมนุษย์ชนิดนี้ต่ำเกินไป ในการล่าแวมไพร์ที่โรมาเนียเมื่อสองปีก่อน ข้าพเจ้าเคยรับมือกับแวมไพร์ได้พร้อมกันถึงเจ็ดตน แต่ในการล่าครั้งนี้เบลูจำนวนสามตนทำให้ข้าพเจ้าลำบากเป็นอย่างมาก แม้พวกเขาจะมีร่างกายที่ใหญ่โต แต่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว ลูกศรจากหน้าไม้ไม่สามารถเจาะทะลุผิวหนังของเบลูได้ แต่การโจมตีด้วยการกระแทกอย่างแรงนั้นจะให้ผลที่ดีกว่า ข้าพเจ้าจึงสังหารเบลูไปสองตนโดยวิธีการฟาดกระบองเหล็กเข้าไปที่ศีรษะ ส่วนเบลูอีกตนหนึ่งนั้น ถูกทหารในค่ายพักยิงตายด้วยปืน จึงสรุปได้ว่าต้องใช้กระสุนปืนถึงจะมีแรงมากพอที่จะเจาะทะลุผิวหนังของเบลูได้

ยังคงมีเบลูอีกจำนวนหนึ่งซ่องสุมกำลังอยู่ในเมืองแสนหวี และตั้งตัวเป็นกลุ่มโจรคอยปล้นสะดมชาวบ้าน ข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจที่จะขอให้พันเอก สเต็ดแมน ฝึกกองทหารสำหรับการต่อสู้กับเบลูโดยเฉพาะ ซึ่งค่อนข้างได้ผลเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นประมาณสี่เดือนกองทัพทหารของจักรวรรดิอังกฤษก็สามารถที่จะยึดครองรัฐฉานได้สำเร็จ เมืองแสนหวีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนและรัฐบาลอังกฤษได้มอบเมืองแสนหวีเหนือให้แก่ขุนส่างต้นฮุง ข้าพเจ้าคิดว่าด้วยกองทหารที่ถูกฝึกฝนขึ้นเพื่อรับมือเบลู ขุนส่างต้นฮุงคงไม่ต้องกังวลปัญหาเกี่ยวกับความวุ่นวายจากพวกเบลูไปอีกนานเลยทีเดียว

บันทึกโดย

เจโรม แวน เฮลซิ่ง

.......................................................................................

เขียน: Varanasi Sithmeekru

ภาพประกอบ: Liz'd

ข้อมูลประกอบเกี่ยวกับอมนุษย์: 

เว็บไซต์ WikiPedia บทความเรื่อง Mythical creatures in Burmese folklore 


อ่านบล็อก "บันทึกแวน เฮลซิ่ง(2)-เบลู" ต่อ